แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคามือถือ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ราคามือถือ แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2558

จะทดสอบได้อย่างใดว่า iPhone ที่จ่ายเงินมานั้น เป็นเครื่องศูนย์สยาม หรือเครื่องหิ้ว (เครื่องนอก)?

     เหตุด้วยช่องทางการซื้อ iPhone มาใช้งานนั้น นอกจากจะทำได้สั่งซื้อแบบออนไลน์ทะลวง Apple Online Store หรือไม่ก็สร้างผ่านผู้ให้บริการเครือข่ายในไทยแล้ว
     การซื้อ iPhone จากตัวแทนจัดจำหน่ายทั่วไป ก็ถือว่า เป็นอีกทางเละบือกหนึ่ง โดยเฉพาะ ร้านตู้ ที่หลายๆ คนมองว่า มีมูลค่าที่ถูกกว่า กับเป็นได้หาซื้อ ไอโฟนมือสอง มาใช้งานได้ แต่ในบางครั้ง อาจจะโดนย้อมแมวด้วยการนำ เครื่องนอก มาขายให้แทน
     ซึ่งจะถือว่า มีปัญหาในด้านการเคลมอย่างแน่นอนครับ ด้วยเหตุที่ iPhone นั้น จักรับประกันตามประเทศที่ซื้อมา ต่างจาก iPad, iPod, Mac พร้อมทั้งอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่รับประกันแบบ World Wide
     และเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว จักต้องทำการตรวจสอบก่อนว่า iPhone ที่ซื้อมานั้น เป็นโมเดลของประเทศไทยไม่ใช่หรือไม่ ด้วยการตรวจสอบจากเลข IMEI นั่นเอง โดยวิธีการค้นหาเลข IMEI บน iPhone สมรรถทำได้ 2 แบบด้วยกัน
เพราะว่าวิธีแรก ให้เข้าไปที่ Settings > General > About > IMEI
ส่วนวิธีที่สองก็คือ กดหมายเลข *#06# ก็จะมีเลข IMEI ปรากฏขึ้นมาเช่นกัน
     จนกระทั่งได้เลข IMEI แล้ว ให้นำเลขดังกล่าว ไปตรวจสอบได้ที่ http://iphoneimei.info ซึ่งด้านในจะมีข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับ iPhone รุ่นนี้ ทั้ง Serial Number, ประเทศที่ซื้อ, วันหมดประกัน กับสถานะการ Unlock ครับ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เข้าถึงตัวโทรศัพท์เคลื่อนที่...ก็อยากตัดความสัมพันธ์นะแต่ว่าจะทำอย่างไรดี..?

     ผู้คนคราวนี้มักตั๋วเงินมือถือทุกๆ 5 ไม่ก็ 10 นาที โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ก็บังคับการตัวเองไม่ให้ทำแบบนั้นได้ลำบาก เพราะที่เราไม่มีสติเองเลยว่าเริ่มมีความประพฤติแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไร แต่กลับรู้ตัวอีกทีเราก็เอาแต่รูดหน้าจอเกือบทุกขณะ
     หลายๆ คนอาจจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องดีเท่าไร เพราะว่ามันทำให้เราไม่เก่งโฟกัสกับเรื่องที่ยิ่งใหญ่ได้นานๆ กับคงตามมาด้วยความเครียด
     Frances Booth ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการใช้ชีวีในยุคดิจิทัล บังคับว่ามีหลายๆ มูลเหตุที่ทำให้เราแปลงลักษณะพิเศษติดการเช็คมือถือบ่อยๆ ขึ้นมา เช่นว่า ความกลัวที่จะพลาดข่าวสาร ตามโลกไม่ทัน ซึ่งเป็นท่วงทีที่ฝรั่งเรียกกันว่า Fear of Missing Out (FOMO) ซึ่งเป็นความคาดการณ์กับความกดดันที่เราทำขึ้นมาเอง จนกลายเป็นว่าเราต้องดราฟท์โทรศัพท์เคลื่อนที่อัตโนมัติ
     อุปนิสัยแบบนี้ก็ซ้ำกับลักษณะพิเศษอื่นๆ เมื่อคิดค้นขึ้นมาได้ก็ย่อมทำให้ขาดไปได้ ซึ่งต้องจัดการกับสมองของเราเอง ตัดความเชื่อมโยงระหว่างจิตและการใช้คืนอินเทอร์เน็ตออกจากกัน
     คำถามคือ จบต้องใช้เวลานานแค่ไหน กว่าที่เราจะรังสรรค์ลักษณะพิเศษใหม่ๆ ที่ดีกว่าเดิมขึ้นมาได้ คำตอบคือมันต้องอาศัยความต่อเนื่องของนิสัยใหม่ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน และมันกลายเป็นอุปนิสัยประจำตัวที่ขึ้นมาทำแทน
     จากงานศึกษาวิจัยที่เกี่ยวโยง ชี้ว่าจักต้องใช้คราว 66 วันในการสร้างลักษณะพิเศษใหม่ๆ ถ้าว่ามันก็ขึ้นอยู่กับหลายๆ ปัจจัย พร้อมทั้งหลายๆ สถานการณ์ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็คือ 66 วัน
     นักวิจัยบอกว่าการทำลายนิสัยเดิมๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงแม้ว่าคุณจะมีความต้องการอย่างแรงกล้าขนาดไหน และถ้าคุณยิ่งไม่แน่ใจว่าจะทำมันได้หรือเปล่า คุณก็ยิ่งอยู่ห่างไกลจากคำว่า สำเร็จ มากขึ้นไปอีก
     อย่างนั้นอย่าได้แปลกใจที่ต้องมีเคล็ดลับมากขึ้นอีกนิดหากอยากจะเลิกพฤติกรรมเช็คมือถือตลอดเวลา สิ่งที่ต้องมีก็คือ ความมั่นใจ ว่าคุณอยากจะเลิกพฤติกรรมนี้จริงๆ
     งานวิจัยอีกงานระบุว่า เมื่อเทียบกับปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ แล้ว สื่อ คือแรงกระตุ้นที่ปฏิเสธได้ยากกว่า ไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องใช้ความพยายามมากขึ้นอีกนิด และทำให้มันค่อยเป็นค่อยไป
นี่คือขั้นตอนง่ายๆ ที่คุณควรทำ หากอยากเลิกนิสัยติดมือถือ
     -เริ่มต้นด้วยการวัดผล เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าจริงๆ แล้วคุณเช็คมือถือบ่อยแค่ไหน แพลทฟอร์มอะไรที่คุณใช้มากที่สุด และนับเป็นรายชั่วโมง ลองจดบันทึกสิ่งเหล่านี้ แล้วสรุปออกมาว่าในแต่ละวันคุณหยิบมือถือขึ้นมาดูบ่อยแค่ไหน
     -ลองตั้งค่าการใช้งานโซเชียลมีเดียและอีเมลให้ต้องกรอก Username และ Password ทุกครั้งที่เข้าใช้งาน เพื่อไม่ให้คุณเข้าถึงมันได้ง่ายๆ แบบอัตโนมัติทุกครั้ง
     -ลองสังเกตดูว่าคุณพิมพ์รหัสผ่านได้เร็วแค่ไหน แล้วพยายามทำให้มันช้าลง ทำอย่างมีสติและรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณอยากจะ Log in จริงๆ ไม่ใช่ทำไปเพราะความเคยชิน
     -หยุดคิด 1 จังหวะเมื่ออยากจะ Log in เช่น ก่อนที่นิ้วมือของคุณแตะลงไปบนไอค่อน หรือก่อนที่มือของคุณจะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมา อย่างน้อยก็คิดดีๆ ว่าจำเป็นที่จะต้องทำตอนนี้ เดี๋ยวนี้ จริงเหรือเปล่า
     -สำหรับคนที่อยากใช้วิธีหักดิบ ลองวางมือถือทิ้งไว้ให้ไกลๆ ตัว หรือวางไว้ในลิ้นชักหรือห้องอื่นๆ ที่คุณไม่ได้อยู่เป็นประจำ
     การสร้างนิสัยใหม่ต้องใช้พลังใจมากพอสมควร แต่มันจะกลายเป็นอุปนิสัยใหม่ๆ ได้ในที่สุด โดยที่คุณจะทำมันได้ทันทีแบบไม่ต้องคิด เหมือนๆ กับที่ตอนนี้คุณเช็คมือถือโดยไม่ต้องคิด
     ที่สำคัญที่สุดคือ การตัดนิสัยเช็คมือถือบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นออกไป จะทำให้คุณสร้างผลงานดีๆ ได้อีกมาก และใช้ชีวิตได้อย่างสมดุลยิ่งขึ้น
     นอกจากนี้ โดยส่วนตัวแล้วยังเชื่อว่า ทุกวันนี้เราสนใจเรื่องของคนอื่นมากเกินไป จนโฟกัสกับตัวเองน้อยลง และพัฒนาตัวเองได้อย่างเชื่องช้า การตัดขาดโลกออนไลน์ซะบ้างน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตมากกว่า

วันศุกร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2558

ร่วมอุปถัมภ์จารีต “หยุดคลิก“

เทรนด์การ เสพข่าว ของคนแบบใหม่ พร้อมด้วยกลุ่มคนที่อาจไม่ใช่รุ่นใหม่ แต่หันมาใช้อุปกรณ์ ใช่ไหมดีไวซ์อื่น ๆ อาทิ สมาร์ทโฟน แท็บเลต ในการอ่านข่าวกำลังเป็นที่นิยม
ครั้นใช้อุปกรณ์ทันยุคเสพข่าวแล้ว ช่องทาง ที่จักเห็นข่าว สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมอ่านข่าวอยู่ 2 ด้าน คือ แบบเข้าไปในเว็บไซต์ข่าวของสื่อหรือว่าสำนักข่าวที่สนใจเพราะตรง กลุ่มนี้ยังอ่านข่าวจากสื่อกระแสหลัก รวมถึงกลุ่มซื้ออ่านแบบอิเล็กทรอนิกส์จ่ายรายเดือน
แต่การอ่านข่าวอีกกระแสหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยม คือ อ่านข่าวแบบอิสระตามโซเชียลมีเดีย อาทิ บนฟีดเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แม้กระทั่งอ่านตามกลุ่มห้องแชตในไลน์ในโทรศัพท์มือถือ
นี่เองจึงเกิดเป็นวัฒนธรรมการอ่านข่าวแบบ คลิก ของคนยุคโซเชียลมีเดีย
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มที่อ่านข่าวลักษณะนี้แยกย่อยได้อีกว่า กลุ่มหนึ่งสนใจข่าวเชิงฮาร์ดนิวส์ กับอีกกลุ่มสนใจข่าวแบบโซเชียลฯ คือ ไม่ได้สนใจข่าวไหนเป็นพิเศษ แต่อ่านสิ่งที่เป็นกระแสและถูกแชร์มา
พอระบบโซเชียลมีเดียใช้วิธีประมวลผลด้วยกันจับกระแสข่าวที่ถูกแชร์ ถูกแสดงความเห็น กดไลก์มาก ทำให้พบเห็นเตะตาง่ายสุด ทำให้ผู้ใช้โซเชียลฯเห็นข่าวนั้นได้มากกว่าข่าวเชิงคุณภาพที่อาจมีคนสนใจน้อย แน่นอนว่า ข่าวจำพวกสีสัน ด้วยกันอื้อฉาวจึงตอบโจทย์กระแสโซเชียลมีเดียนั่นเอง
ด้วยกันจนถึงยิ่งเห็นง่าย ก็ยิ่งถูกกระพือไปง่าย ทำให้เห็นปรากฏการณ์ข่าวที่ไม่น่าจักเป็นข่าวโด่งดังบนสื่อกระแสหลักได้เลย อย่างข่าว เหนียวไก่หาย
ในโลกโซเชียล หลายครั้งที่ข่าวที่ถูกกดคลิกอ่านมากที่สุด กลายเป็นข่าวที่ไม่มีเนื้อหาสาระอะไรเลย (เว้นบางกรณีที่ข่าวฮาร์ดนิวส์มีแรงพอจักกระเทือนสังคมได้) บางข่าวก้าวข้ามจากการรายงานข่าวไปเป็นการยุยงก็มี
นี่จึงเป็นที่มาของไอเดียที่น่าสนใจคือ แนวคิด หยุดคลิก เพื่อหยุดวงจรข่าวไม่เป็นสาระ เป็นการหยุดที่ตัวคนอ่าน ไม่ได้หยุดที่คนรายงานข่าวนั่นเอง
ไอเดียนี้มาจาก แซลลี่ คอห์น นักวิเคราะห์ข่าวอิสระชาวอเมริกันที่แนะนำว่าอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับข่าวใด ๆ ที่พยายามจักให้คุณเสียสติ ในทางกลับกัน ควรใช้การคลิกอันมีค่าของคุณกดเข้าดูข่าวที่คุณเชื่อถือได้อย่างแท้จริง
เธอพูดสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า ไม่ชอบโดนล่อให้คลิกก็จงอย่าคลิก
ผู้อ่านต้องตระหนักให้ได้ว่า การคลิก คือการกระทำเชิงสาธารณะ เช่นเดียวกับทุกสิ่งที่เขียนในอินเทอร์เน็ตก็เป็นสิ่งสาธารณะ แปลว่านับวันผู้อ่านก็เปรียบเสมือน สื่อ ทั้งหมดนั่นเอง
ตราบคิดได้ว่า พวกเราคนอ่านก็คือสื่อทั้งหมดด้วย ก็ต้องเปลี่ยนวิธีคลิก ไม่คลิกอ่านข่าวโคมลอย ข่าวกระแสที่ไร้สาระจนไม่น่ากดส่งต่อ ก็เพราะว่าทันทีที่ทำให้ข่าวส่วนนั้นมียอดคลิกมาก ก็ยิ่งส่งเสริมข่าวแบบนั้นให้เป็นกระแสอีกเช่นกัน
แซลลี่ตรัสแบบชัดเจนเลยว่า เลิกคลิกลิงก์อ่อยเหยื่อ ไม่ปรารถนาดู ก็อย่าคลิก ถ้าไม่ชอบการแสดงความเห็นสาดโคลนไม่จบก็หยุดคลิก เรียกว่าไม่ต้องสุมไฟ ถ้าผู้ชนะคือผู้ที่ถูกคลิกมากที่สุด เราต้องเปลี่ยนด้วยคลิกของเรา ให้ถือว่าการคลิกเป็นการกระทำอย่างเปิดปริปาก พร้อมทั้งต้องคลิกอย่างรับผิดชอบ แซลลี่ คอห์นสรุป
ฟังแล้วแม้จักทำยากมาก ก็เพราะว่าหลักสื่อสารมวลชน คำว่า Human Interest ยังใช้ได้อยู่ ด้วยข่าวสารที่ไร้สาระแต่พาดหัวเร้าใจชวนให้กดคลิก
แต่ขอเสริมว่าแม้จะกดคลิกอ่านแล้ว ก็ต้องอ่านแบบมีวิจารณญาณ ถ้าเจอข่าวสารที่ดูหมิ่นเหม่กับข้อเท็จจริง อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่รีบส่งแชร์ต่อ การคิดว่าแค่แชร์ต่อไม่ได้เสียหาย จริงๆ ๆ แล้วเรากำลังอยู่ในวงจรกระพือข่าวผิด ทำให้สังคมสับสน ถ้าหากไม่แน่ใจสิ่งที่อ่านก็จงอย่าแชร์ แต่จงหาข้อเท็จจริงๆ หรือว่ารอที่จะมีคำตอบที่น่าเชื่อถือมาอธิบายจักดีกว่าส่งแชร์หลังจากนั้น
วิจารณญาณสำคัญมากเหตุด้วยการเสพข่าวแบบคลิกแบบแชร์ในโลกวันนี้
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558

ระดับโลกที่ถือจีน ที่ยอดเยี่ยม ประจำปี 2014 มีรุ่นใดบ้าง มาสังเกตกัน

ด้วยว่า ตลาดสมาร์ทโฟน ในปัจจุบัน นอกจากจะมีแบรนด์ที่คุ้นหู อย่าง Apple, Samsung, HTC, Sony ด้วยกันแบรนด์อื่นๆ ที่ขึ้นแท่น มือถือยอดเป็นที่นิยม แล้ว ปี 2014 นี้
ถือว่า มือถือจีน มาแรงด้วยเช่นกัน สังเกตได้จากยอดพรีออเดอร์ พร้อมทั้งยอดขายหลายๆ รุ่น ที่ทำเป็นตีตลาดได้ในหลายๆ ประเทศนั่นเอง นอกจากนี้ มือถือจีน ยังขึ้นชื่อในเรื่องของ สเปคแรง แต่สนนราคาถูกกว่า เมื่อเทียบกับ มือถือ ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน มาดูกันครับว่า  ที่ได้รับความนิยมที่สุด ได้รับความนิยมมากที่สุด ในปี 2014จักมีรุ่นอะไรกันบ้าง
Huawei Ascend G7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887261.jpgเพราะ Huawei Ascend G7 นั้น นอกจากจะมาพร้อมกับ ดีไซน์หรูหรา ด้วยตัวเครื่องแบบอะลูมิเนียมแล้ว ในส่วนของสเปค ก็ยังแรงไม่พ่ายกัน โดยมาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต Snapdragon 610 แบบ 64-bit, แบตเตอรี่ขนาด 3000 mAh, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, รองรับ 4G LTE พร้อมกับรัน Android 4.4 KitKat ซึ่งราคาของรุ่นนี้ อยู่ที่หมื่นต้นๆ เท่านั้นเอง
Xiaomi Redmi 1S
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887412.jpgXiaomi Redmi 1S สมาร์ทโฟนรุ่นต่อยอด ที่ตอกย้ำความแรงด้วยยอดขายในหลายๆ ประเทศ มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 4.7 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1280 พิกเซล, RAM 1 GB, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz, หน่วยความจำภายในตัวเครื่องขนาด 8 GB, กล้องหลัง 8 ล้านพิกเซล ด้วยกันแบตเตอรี่ขนาด 2000 mAh
vivo XShot
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887543.jpgvivo แบรนด์มือถือสัญชาติจีน ที่ริเริ่มมาตีตลาดในไทยกันบ้างแล้ว กับ vivo XShot ที่โดดเด่นในเรื่องของ กล้องด้านหลัง ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสงกว้าง F/1.8, รองรับการถ่ายวีดีโอ 4K พร้อมทั้งโหมดการถ่ายภาพ Slow-Motion 120fps ส่วนกล้องด้านหน้า ความละเอียดอยู่ที่ 8 ล้านพิกเซล พร้อมเลนส์มุมกว้าง นอกจากนี้ ยังมีไฟแฟลชที่กล้องด้านหน้าอีกด้วย
ส่วนสเปคอื่นๆ ของ vivo XShot ก็ถือว่า ยอดเยี่ยมไม่จำนนกันครับ เพราะว่ามาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว ความละเอียด 1080p, ชิปเซ็ต Snapdragon 800, RAM 2 GB ส่วนรุ่นที่ใช้ชิปเซ็ต Snapdragon 801 จักมาพร้อม RAM 3 GB เลยทีเดียว
Xiaomi Redmi Note
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886234.jpgติดอันดับมาเป็นรุ่นที่สอง ด้วยแบรนด์ Xiaomi กับ Xiaomi Redmi Note แฟบเล็ตหน้าจอ 5.5 นิ้ว ความละเอียด 720p, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592 แบบ Octa-Core Processor พร้อมด้วยกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในราคาไม่ถึงหมื่น
UMi Zero
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886375.jpgเนื่องด้วยแบรนด์นี้ คงยังไม่คุ้นหูคนไทยเท่าไหร่ กับ UMi Zero สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมกับ ตัวเครื่องบางเท่า 6.4 มิลลิเมตร, ชิปเซ็ต MediaTek MT6592T, RAM 2 GB, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อม Dual-LED Flash พร้อมกับรัน Android 4.4 KitKat
Huawei Ascend Mate 2
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886526.jpgเป็นแบรนด์ที่คุ้นหูคนไทยอยู่แล้ว กับ Huawei Ascend Mate 2 พร้อมกับเป็นรุ่นแรกของค่าย ที่บุกตลาดมือถืออเมริกาอย่างเป็นทางการ เพราะว่า Huawei Ascend Mate 2 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.1 นิ้ว, หน่วยประมวลผลแบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 1.6 GHz พร้อมด้วยรองรับ 4G LTE อีกด้วย
OnePlus One
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169888137.jpgแม้จักเป็นแบรนด์น้องใหม่ แต่ก็ทำการตลาดจนเป็นชื่อที่ติดหูคนทั่วโลกไปแล้ว กับ OnePlus One ที่มาพร้อมกับหน้าจอ 5.5 นิ้ว พร้อมกับชิปเซ็ต Snapdragon 801 เพราะมีราคาจำหน่ายในต่างประเทศ แค่ $299 เท่านั้นเอง
Meizu MX4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169886858.jpgไม่พลาดที่จะโผด้วยเหมือนกัน กับ Meizu MX4 ที่เรียกได้ว่า เป็นรุ่นที่ถูกใจใครหลายๆ คนด้วยเช่นกัน เพราะมาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek MT6595 แบบ Octa-Core Processor, RAM 2 GB, กล้องด้านหลัง 20.7 ล้านพิกเซล พร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 3100 mAh ใช้งานได้จุใจตลอดวัน
OPPO Find 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_14169887019.jpgเนื่องด้วย OPPO Find 7 นั้น เรียกได้ว่า โดดเด่นตั้งแต่ดีไซน์ไปจนถึงสเปคเลยทีเดียว โดยมาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, หน่วยความจำภายในขนาด 32 GB กับกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในมูลค่าหมื่นกลางๆ
Lenovo Vibe Z2 Pro (K920)
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698871710.jpg
หลายๆ ท่านอาจจักยังไม่ทราบว่า เลอโนโว ครันๆ แล้วเป็น แบรนด์จีนครับ โดย Lenovo Vibe Z2 Pro (K920) รุ่นนี้ โดดเด่นด้วยหน้าจอขนาด 6 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล พร้อม OIS, รองรับ NFC พร้อมทั้งแบตเตอรี่ขนาด 4000 mAh
ZTE Nubia Z7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698887711.jpg
เพราะ ZTE Nubia Z7 นั้น มาพร้อมกับหน้าจอกว้าง 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1440 x 2560 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801, RAM 3 GB, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล พร้อมเซ็นเซอร์ Sony Exmor RS พร้อมด้วยระบบกันภาพสั่น OIS นอกจากนี้ ยังรองรับ 4K UHD video อีกด้วย
Huawei Honor 6
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698889012.jpg
Huawei Honor 6 มาพร้อมกับหน้าจอ 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต HiSilicon Kirin K920 แบบ Octa-Core Processor, RAM 3 GB พร้อมกับกล้องด้านหลัง 13 ล้านพิกเซล ในมูลค่าหมื่นต้นๆ เช่นกัน
Huawei Ascend Mate 7
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698890413.jpg
ได้ฤกษ์เริ่มในไทยไปครั้นเมื่อไม่นานมานี้ กับ Huawei Ascend Mate 7 แฟบเล็ตหน้าจอ 6 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล ที่โดดเด่นในเรื่องของ วัสดุตัวเครื่องแบบโลหะนั่นเอง นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับชิปเซ็ต HiSilicon Kirin 925, RAM 2 GB, กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล กับแบตเตอรี่ขนาด 4100 mAh เคาะค่าในไทยแล้วที่ 16,990 บาท
OPPO N3
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698892414.jpg
มือถือกล้องหมุนได้รุ่นต่อยอดกับ OPPO N3 ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, RAM 2 GB พร้อมด้วยกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ที่เก่งหมุนสลับมาเป็นกล้องด้านหน้าได้
Xiaomi Mi 4
src=http://www.techmoblog.com/uploads/content_images/201411/images_141698893315.jpg
เกี่ยวกับ Xiaomi Mi 4 นั้น ถือว่า เป็นมือถือจีนที่ถูกจับตามองมากที่สุด ณ คราวนี้ครับ ก็เพราะว่านอกจากจะมาพร้อมกับ ตัวเครื่องแบบโลหะแล้ว ในส่วนของสเปคก็ถือว่า น่าสนใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจักเป็น หน้าจอกว้าง 5 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล, ชิปเซ็ต Snapdragon 801 แบบ Quad-Core Processor ความเร็ว 2.5 GHz, กล้องหน้า 8 ล้านพิกเซล, กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล, RAM 3 GB พร้อมทั้งแบตเตอรี่ขนาด 3080 mAh ซึ่งปัจจุบัน Xiaomi ขึ้นแท่นผู้ผลิตรายใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลกแล้วอีกด้วย
รายละเอียดเพิ่มเติม : phonearena.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com


ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

3 คุณค่าที่น่าศึกษากับ Samsung Galaxy Alpha

เปิดประสบการณ์อีกระดับด้วย 3 คุณสมบัติที่น่าสนใจกับ 
เชื่อว่าน่าจะมีผู้ใช้งานหลายๆ คนน่าจักได้มีโอกาสไปสัมผัส และได้เป็นเจ้าของ Samsung Galaxy Alphaสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่มาพร้อมดีไซน์แบบใหม่ที่เรียกว่า Metal Frame ตัวแรกของ Samsung ซึ่งเป็นดีไซน์ที่มีความหรูหรา พร้อมกับดูพรีเมียม กันไปบ้างแล้ว
นอกจากจะโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เจ้า Alpha นี้ยังมีฟังก์ชั่นและความทำเป็นที่น่าสนใจไม่จำนนรูปลักษณ์อันหรูหราของเจ้าตัวกันเลยที่เดียว ส่วนจะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้างนั้นติดตามได้จากด้านล่างนี้เลย
Design
Samsung Galaxy Alpha มาพร้อมดีไซน์แบบใหม่ที่มาพร้อมความเรียบง่าย แต่แฝงกลิ่นอายความหรูหราในระดับพรีเมียมที่เรียกว่า Metal Frame ซึ่งเป็นแนวดีไซน์แบบใหม่ของ Samsung ที่เปิดฉากนำมาใช้บน Galaxy Alpha เป็นรุ่นแรกของ Samsung
Metal Frame คือดีไซน์การออกแบบตัวเครื่องแบบใหม่ที่ทาง Samsung เลือเลื่องกใช้งานวัสดุโลหะอย่างดีที่สร้างผ่านกระบวนการการผลิตแบบพิถีพิถันด้วยขั้นตอนต่างๆ มากมายกว่าจักนำมาใช้งานเป็นกรอบตัวเครื่อง
ซึ่งวัสดุโลหะดังกล่าวนั้นทาง Samsung ได้มีการนำแท่งโลหะมาตัดด้วยกระบวนการเครื่องจักรที่ถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ computerized numerical control (CNC) เพื่อให้ออกมาเป็นกรอบของตัวเครื่องที่สวยงาม
Battery
เรื่องของพลังงานแบตเตอรี่นั้น นับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผู้ใช้งานหลายๆ คนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้น ซึ่งGalaxy Alpha นั้นมาพร้อมแบตเตอรี่ขนาดความจุ 1860 mAh ทำงานควบคู่กับชิพประมวลผลการทำงาน
ไม่ก็ CPU Exynos ที่ถูกผลิตขึ้นด้วยเทคโนโลยีการผลิต 20 nm ทำให้ศักยใช้งานแบตเตอรี่บน Galaxy Alpha ได้ประหยัดด้วยกันยาวนานสูงสุดถึง 16 ชั่วโมง
รวมทั้งยังทำเป็นเปิดโหมดประหยัดพลังงานอันเลื่องชื่อของ Samsung อย่าง Ultra Power Saving Mode ที่เป็นโหมดประหยัดพลังงานที่จะทำการเปลี่ยนหน้าจอเข้าสู่โหมดขาว-ดำ พร้อมทั่งลดการทำงานของระบบที่ไม่จำเป็นลง
ทำให้เป็นได้ยืดพลังงานของแบตเตอรี่ที่เหเอิกเกริกแทบ 10% ให้ทำได้ใช้งานได้นานขึ้นไปอีกสูงสุดถึง 24 ชั่วโมง ดังนั้นปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไวในระหว่างวันนั้น คงไม่ใช้อุปสรรคด้วยในการใช้งาน Samsung Galaxy Alpha เครื่องนี้อย่างแน่นอน
ภาพแสดงประสิทธิภาพการใช้งานแบตเตอรี่ของ Samsung Galaxy Alpha เทียบกับสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ
Memory
เรื่องของพื้นที่หน่วยความจำภายในนั้น ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่หลายๆ คนก็ให้ความสนใจไม่พ่ายแพ้เรื่องของแบตเตอรี่เลยที่เดียว ด้วยกันยิ่งผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการถ่ายรูป หรือไม่ดูภาพยนต์ด้วยการดาวน์โหลดไฟล์มาลงเครื่องด้วยแล้ว
ยิ่งต้องให้ความสำคัญเป็นพืเศษ ซึ่ง Galaxy Alpha นั้นมาพร้อมหน่วยความจำภายใน 32 GB ซึ่งรอบรู้รองรับการเก็บไฟล์หนังได้มากถึง 30 กว่าเรื่อง (เฉลี่ยไฟล์ละ 800 MB ต่อ 1 ไฟล์) ไฟล์เพลงได้มากถึง 5 พันกว่าเพลง (เฉลี่ยไฟล์ละ 5 MB ต่อ 1 ไฟล์) หรือจักเป็นรูปภาพก็ได้มากถึง 1 หมื่นกว่ารูป (เฉลี่ยไฟล์ละ 2.5 MB ต่อภาพ) เลยทีเดียว
รวมทั้งยังรองรับการถ่ายโอนไฟล์ไปยังอุปกรณ์ปลายทางเพื่อแบ่งปันไฟล์ข้อมูลต่างๆ ให้กับคนสนิทก็ได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนไฟล์สร้างผ่าน Flash Drive แบบ MicroUSB (Dual USB) ที่สมรรถใช้งานควบคู่กับ Galaxy Alpha ได้เป็นอย่างดี
ไม่ก็จักเป็นการแชร์ไฟล์แบบ NFC/S Beam ไปยังสมาร์ทโฟนปลายทางอีกเครื่องก็ได้เช่นกัน นับเป็นความสะดวกสบาย กับไม่ต้องกังวลถึงเรื่องของหน่วยความจำไม่พอบน Galaxy Alpha แต่อย่างใดนั้นเอง
Samsung Galaxy Alpha นับเป็นสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ที่น่าสนใจอีกรุ่นจาก Samsung ที่นอกจากจะมาพร้อมดีไซน์หรูหราที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ยังมีคุณสมบัติต่างๆ ที่ตอบรับกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของผู้ใช้งานได้อย่างลงตัวเลยที่เดียว
เพราะทาง Samsung ได้วางจำหน่าย Galaxy Alphaแล้วตัดผ่านร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ พร้อมตัวเครื่อง 5 สี ได้แก้ สีขาว, สีดำ, สีฟ้า, สีเทาด้วยกัน สีทอง
Credit By Siamphone
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันจันทร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

25 สิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2014 Apple Watch, Surface Pro 3 พร้อมด้วยไม้ Selfie ติดโผด้วย

25 สิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2014 , Surface Pro 3 พร้อมทั้งไม้ Selfie ติดโผด้วย
นิตยสาร TIME จัดอันดับ 25 สิ่งประดิษฐ์แห่งปี 2014 เพราะว่ามีอุปกรณ์ด้านไอทีหลายชนิดที่ติดโผในปีนี้ รวมไปถึงไม้ Selfie ด้วย
สิ่งประดิษฐ์ด้านไอทีที่ติดโผในปี 2014 ขอหยิกยกกล่าวถึงบางชนิด อันได้แก่ Apple Watch ซึ่ง TIME ได้ให้รายละเอียดว่า เป็นคอมพิวเตอร์บนข้อมือที่ใช้ส่วนติดต่อกับผู้ใช้แบบใหม่ ในรูปแบบของหน้าจอระบบสัมผัส และปุ่มดิจิตอลคราวน์ที่คล้ายกับนาฬิกาทั่วไป หรือไม่ในชื่อเม็ดมะยม ศักยใช้ในการส่งข้อความ, ติดตามพฤติกรรมการออกกำลังกาย กับการชำระเงินไร้สาย (Apple Pay)
BlackPhone สมาร์ทโฟนตัวแรกที่ให้ความเป็นส่วนตัวในระดับสูงสุด ด้วยการปรับแต่ง Android พร้อมทั้งใช้ซอฟต์แวร์ที่มีการเข้ารหัสทุกครั้งที่ใช้ ไม่ว่าจักเป็นการโทร, ส่งข้อความ พร้อมทั้งประวัติบุคคลการเข้าใช้งานเบราว์เซอร์
Surface Pro 3 จาก Microsoft ที่มาพร้อมกับคำนิยามที่ว่า “แท็บเล็ตที่มาแทนที่แล็ปท็อป” ด้วยหน้าจอขนาด 12 นิ้ว พร้อมฟังก์ชันการใช้งานด้านเอกสารทะลุทะลวงแอพพลิเคชั่น Office Word, Excel พร้อมทั้ง PowerPoint ตอบสนองการใช้งานด้วยปากา, คีย์บอร์ดพร้อมกับขาตั้งในหลากหลายมุม
ไม้ Selfie นับเป็นหนึ่งในแก็ดเจ็ตที่กลายเป็นความนิยมในสังคมผู้ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งหน้าที่ของไม้ Selfie คงไม่ต้องบรรยายสรรพคุณกันให้มากความ  เพราะเชื่อว่าน่าจักเป็นอีกอุปกรณ์ที่ติดกระเป๋าผู้อ่านไม่ก็คนข้างๆของท่าน เช่นเดียวกับ Power Bank
Hoverboards สเก็ตบอร์ดลอยได้ จากอุปกรณ์ในจอเงิน Back to the future อันโด่งดังปางหลายสิบปีก่อน เวลานี้ได้กลายมาเป็นอุปกรณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจในชีวิตแน่ๆ พร้อมด้วยมีแนวโน้มที่จักวางจำหน่ายจริงๆอีกด้วย
เกี่ยวกับสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ ถ้าหากท่านต้องการทราบว่ามีอะไรอีกบ้าง อาจเข้าไปชมได้ที่นี่ครับ >>> TIME <<< 
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ทิวทัศน์อัพเดทการประดิษฐ์สถานีพุฒแห่งนวชาตของ Apple

เป็นโปรเจคใหญ่ข้ามปีที่ไม่ได้ไกลเกินไปแล้ว ด้วยสำนักงานใหญ่ของ Apple แห่งใหม่ ที่เดินเรื่องขอสร้างตั้งแต่กาลเวลา Steve Jobs ยังอยู่ เพราะว่าล่าสุดก็มีภาพการอัพเดทจากเว็บไซต์ของสภาเมือง Cupertino ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ออกมาให้เห็นความคืบหน้ากันแล้ว
จากภาพเราจักเห็นได้ว่าพื้นที่โดยรอบของตัวสำนักงานได้ถูกเตรียมการเอาไว้ ค่อนข้างเรียบร้อย แต่ยังไม่เห็นโครงสร้างหลักของตัวอาคารแบบเป็นรูปเป็นร่างเท่าไรนัก แต่ก็พอเห็นพื้นที่คร่าวๆ ที่ตัวอาคารหลักจักก่อสร้างว่าจะใหญ่โตอลังการขนาดไหน
เพราะว่ากำหนดการเสร็จของสำนักงานแห่งนี้ อยู่ที่ช่วงราวๆ ปลายปี 2016 ซึ่งก็อีกแค่ประมาณ 2 ปีเท่านั้น
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

ผลโพล ไทย/เทศ เห็นตามออกเสียง Note 4

เทียบฟอร์ม กาแล็คซี่ โน้ต 4 vs ไอโฟน 6 พลัส ใครคือสมาร์ทโฟนจอใหญ่ที่ตอบโจทย์มากที่สุด?
     ถ้าพูดถึงยักษ์ใหญ่แห่งวงการสมาร์ทโฟนในยุคนี้ คงไม่ใช่ใครนอกจากคู่รักคู่แค้นอย่าง แอปเปิล พร้อมด้วย ซัมซุง ที่ล่าสุดทั้ง2ค่ายก็ส่งสมาร์ทโฟนแบบใหม่ จอใหญ่ออกมาเขย่าตลาดในเวลาไล่เลี่ยกัน
ขอบคุณที่มาของภาพ: www.knowyourmobile.com
     เนื่องด้วย แอปเปิล เพิ่งเปิดตัว iPhone 6 กับ iPhone 6 Plus ซึ่งเป็นไอโฟนจอใหญ่ที่สุด ขณะที่ ซัมซุง โหมโรง Galaxy Note 4 ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนจอใหญ่เรือธง ที่มาพร้อมปากกา SPen เนื่องด้วยใช้งานเขียนกับวาดบนมือถือที่มีลูกเล่นมากมาย
     แม้หลายคนบอกกล่าวว่ากินกันไม่ลงแต่จากการสำรวจความนิยมสมาร์ทโฟนจอใหญ่ในดวงใจที่ผู้บริโภคหวังซื้อจากเว็บไซต์ยอดนิยมทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยดูเหมือนว่า Samsung GALAXY Note 4 จะมาแรงแซงโค้ง iPhone 6 Plus ไปแบบเฉียดฉิว
     โดยเว็บไซต์ไอทียอดนิยมอย่าง www.pcmag.com เขียนบทวิเคราะห์เปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของสมาร์ทโฟนจอใหญ่เพราะให้คะแนน GALAXY Note 4 สูงถึง 4.5/5 ชนะ iPhone 6 Plus พร้อมทั้ง LG G3 ที่ได้ไป 4 คะแนนเท่ากัน
     ขณะที่ www.phonearena.com ถอดสเป็คแบบเจาะลึกระหว่าง Samsung GALAXY Note4 กับ iPhone 6 Plus แบบหมดเปลือเลื่องกก็ให้คะแนน Note 4 เฉือนชนะไปด้วยคะแนน 9.2 ต่อ 9.1
     ส่วนเว็บไทยอย่าง www.it24hrs.com นอกจากเขียนรีวิวเปรียบเทียบข้อมูลโดยละเอียด ก็เปิดให้ประชาชนโหวตเฟุ้งเฟื่องกว่าชอบรุ่นไหนมากกว่ากัน ระหว่าง Samsung GALAXY Note 4 กับ iPhone 6 Plus ซึ่งผลปรากฏว่า Note 4 ชนะโหวตไปอย่างถล่มทลายที่ 1,235 คะแนนโหวต มากกว่า iPhone 6 Plus เกือบเท่าตัวที่ได้ไปเหมือน 818 คะแนน
     ดังนั้นใครที่กำลังจักตกลงใจเร่ำลือกหาสมาร์ทโฟนจอใหญ่มาเป็นเจ้าของในเวลานี้ ก็ต้องศึกษาข้อมูลรายละเอียดเพื่อประกอบการปลงใจว่ารุ่นไหนจักตอบโจทย์การใช้งานของตัวเรามากกว่ากัน

เทียบฟอร์ม วัสดุ-ขนาด-หน้าจอ
     ขึ้นต้นจากรูปลักษณภายนอก Galaxy Note 4 ฝาหลังทำจากพลาสติก บุด้วยหนังเทียม ช่วยป้องกันรอยขีดข่วน กับการจับมือถือเหมือนจับวัสดุหนัง ส่วน iPhone 6 Plus วัสดุทำด้วยโลหะอลูมิเนียม การออกแบบตัวเครื่องที่สวยแต่ผิวสัมผัสค่อนข้างลื่น ทำให้มีโอกาสทำให้พลาดหลุดมือได้ง่าย
     ส่วนหน้าจอ iPhone 6 plus ขนาด 5.5 นิ้วซึ่งเป็นครั้งแรกที่ไอโฟนมีจอใหญ่ขนาดนี้ แต่ก็ยังเล็กว่า Galaxy Note 4 ซึ่งมีขนาด 5.7 นิ้ว ทำให้การแสดงผลของ Galaxy Note 4 จักแสดงได้เต็มตากว่า iPhone 6 Plus เล็กน้อย
     ด้านความบางแม้ว่า iPhone 6 Plus มีความบาง 7.1 mm ซึ่งบางกว่า Galaxy Note 4 ที่มีความบาง 8.5mm แต่ความบางของiPhone 6 plus ก็ทำให้เกิดปัญหาเครื่องอาจงอได้เท่าที่ใส่กระเป๋ากางเกง เช่นกรณีที่เกิดปัญหาในต่างประเทศ ขณะที่น้ำหนักของ iPhone 6 Plus เบากว่าเล็กน้อยคืออยู่ที่ 172 กรัม ส่วนน้ำหนักของ Galaxy Note 4 หนัก 176 กรัม
     เหตุด้วยความละเอียดของหน้าจอ iPhone 6 Plus เป็นแสดงผลแบบ Full HD (1920x1080 401 ppi) ซึ่งชัดกว่า iPhone 6 ที่ความคมชัดระดับ HD ขณะที่ Galaxy Note 4 มีความละเอียดแบบ Quad HD (2560x1440 515 ppi ) พร้อมด้วยหน้าจอ Super AMOLED ทำให้เพราะว่ารวมแล้ว Galaxy Note 4 มีความละเอียดสูงกว่า
     ขณะที่ iPhone 6 Plus มีให้เเลื่องก 3 สี คือสีเงิน , สีทอง และ สีเทา , ส่วน Galaxy Note 4 มีให้เโจษก 4 สี คือ สีดำ (Charcoal Black), สีขาว (Frost White), สีทอง (Bronze Gold) ด้วยกันสีชมพู (Blossom Pink)
เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ-NFC กับการใช้งานยิ่ง
     ทั้ง2 รุ่นมีเทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ ซึ่งทั้งคู่ออกแบบไว้ด้วยว่ารักษาความปลอดภัยในการปลดล็อคหน้าจอ แต่วิธีการสแกนจะแตกต่างกันเล็กน้อย โดย iPhone 6 plus ใช้การสแกนเพราะกดปุ่ม home ค้างไว้สักครู่ครั้งเดียว ตัวเครื่องก็สามารถสแกนลายนิ้วมือไปด้วยพร้อมกันกับการปลดล็อกเครื่อง
     แต่เพราะว่า Galaxy Note 4 ใช้วิธีการแตะแล้วปาดลงข้างล่าง (Swipe) ทะลวงปุ่ม Home เพื่ออ่านลายนิ้วมือ พร้อมกันนี้ Note 4 สมรรถใช้ชำระเงินพ้นทาง Paypal ด้วยการสแกนลายนิ้วมือ
     ส่วนเทคโนโลยี NFC ทั้งคู่มีเหมือนกันแต่ลักษณะการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน เพราะว่า iPhone 6 Plus ใช้ NFC เพื่อ Apple Pay ในการชำระสินค้า แต่ขณะนี้ยังใช้ได้แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เพราะว่าในไทย Apple Pay ยังไม่เปิดให้บริการ
     ขณะที่ Galaxy Note 4 ด้วยกันสมาร์ทโฟน Android ที่รองรับ NFC สามารถประยุกต์ใช้แตะเพื่อส่งภาพไม่ก็วีดีโอไปยังสมาร์ทโฟนอีกเครื่อง หรือใช้เหตุด้วยการเพราะสารรถไฟฟ้า ชำระสินค้าพร้อมด้วยบริการ ที่สำคัญคือทำเป็นใช้บริการได้แท้ในประเทศไทยแล้ว
Galaxy Note 4 แบตเตอรี่พลังอึด
     แบตเตอรี่ถือเป็นอีกหนึ่งจุดชี้ขาดเพื่อการตกลงใจเลือกของผู้บริโภค ซึ่งในแง่ของพลังแบตเตอรี่ Note 4 ถือว่าได้เปรียบเล็กน้อยด้วยความจุสูง ถึง 3220 mAh ซึ่งมากกว่า iPhone 6 Plus ที่มีความจุถึง 2,915 mAh
     นอกจากนี้Note 4 ยังมีระบบจัดการพลังงานแบตเตอรี่ทั้ง Power Saving Mode ที่ทำให้ Note 4 เป็นขาวดำ ซึ่งทำให้ใช้มือถือได้นานขึ้นเป็นวัน แม้แบตเตอรี่เหลือ 10% อีกทั้งยังมีเทคโนโลยี Fast Charging ให้ชาร์จแบตเต็มเร็วขึ้น พร้อมกับ iPhone 6 Plus เป็นแบตเตอรี่ติดกับตัวเครื่องถอดเปลี่ยนแบตไม่ได้ ส่วน Note 4 อาจจะถอดเปลี่ยนแบตใหม่ได้
     รวมทั้งจุดเด่นเรื่องสายเพราะโอนข้อมูล และชาร์จมือถือที่ Note 4 เชี่ยวชาญใช้สายชาร์จที่เป็น Micro USB ซึ่งหาง่ายในท้องตลาด ส่วน iPhone 6 Plus ต้องใช้สายแบบ lightning
Note 4 มาพร้อมลูกเล่น Wide Selfie
     เนื่องด้วยคุณสมบัติด้านการถ่ายภาพของ Galaxy Note 4 มีความละเอียด 16 Megapixel พร้อมกับกล้องหน้า 3.7 Megapixel ซึ่งสูงกว่า iPhone 6 Plus ที่มีความละเอียดเท่ากับรุ่นเดิมที่มีความละเอียด 8 Megapixel พร้อมกับ กล้องหน้า 1.2 Megapixel พร้อมด้วยทั้งคู่มาพร้อม OIS ระบบป้องกันภาพสั่นไหวขณะถ่ายรูป นอกจากนี้ Galaxy Note 4 ยังมีลูกเล่น Wide Selfie ช่วยให้ถ่ายรูป Selfie ได้กว้างขึ้น
     นอกจากนี้ Galaxy Note 4 รองรับทั้ง Android Wear , Samsung Gear , Pebble ซึ่งมีจำหน่ายในเมืองไทยอยู่แล้ว จึงกลายเป็นมือถือที่รองรับรองรับ Wearable มากกว่า iPhone 6 Plus ที่ต้องรอจำหน่าย Apple Watch ในปี 2015
SPen เพิ่มประสบการณ์ใช้งานขีดเขียน
     พร้อมด้วยที่ถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ของ Samsung Galaxy Note 4 คือปากกา SPen ไว้ด้วยว่าจดบันทึก ขีดเขียน ไม่ก็วาดภาพ และเสริมลูกเล่นในการเรียกคำสั่งด้วย Air Command ซึ่งมีมาตั้งแต่ Galaxy Note 3 แล้ว นอกจากนี้ Galaxy Note 4 ยังเก่งใช้ปากกาในการแบ่งควบกำกับหน้าต่าง Multi Windows ได้
     ซึ่งปากกา sPen ที่มีความแม่นยำในการเขียน ช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น เช่นอาจใช้เซ็นเอกสารแล้วส่งแบบอิเลคทรอนิกส์ได้ง่ายๆ ใช้ลากเส้น วาด เขียน ใช่ไหมเขียนตัวอักษรด้วยลายมือ แล้วระบบแปลงเป็นตัวพิมพ์ได้
     ประเด็นสุดท้ายที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตกลงใจเละบือกซื้อก็คือสนนราคาซึ่งSamsung Galaxy Note 4 วางจำหน่ายในไทยในราคา 25,900 บาทด้วยหน่วยความจำ 32GB ส่วน iPhone 6 Plus มูลค่าเครื่องเปล่าที่ขายในไทย อยู่ที่ 28,900 บาท หน่วยความจำ 16GB พร้อมด้วยขยับไปถึง 32,900 บาทเพราะหน่วยความจำ64 GB ดังนั้นครั้นเมื่อเทียบในแง่สเปคกับสนนราคาแล้วก็ถือว่า Galaxy Note 4 ยังค่าถูกกว่าอยู่ไม่น้อย

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความจัดเจนสัปดาห์แรกของผมกับ “iPhone 6”

หลังจากวางขายในไทยเป็นวันแรก ทันทีที่วันที่ 31 ต.ค.ที่ผ่านมา เชื่อว่าเหล่าสาวก  คงไม่พลาด ไปเข้าแถวรอถอยเจ้า iPhone 6 ไม่ใช่หรือ iPhone 6 plus มาครอบครองในมือกันเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยครับ?
เรื่องรีวิวรายละเอียดยิบย่อยต่างๆ หลายท่านอาจจักได้อ่าน หรือไม่ก็เสพผ่านตาจากหลากหลายแหล่งข้อมูลมาแล้วไม่มากก็น้อย แต่เชื่อว่าในเวลานี้ น่าจะยังมีเหล่า แอปเปิ้ลนิยม อีก หลายท่าน ที่กำลังคิดอยู่ว่า
เอ๊ะ! ฉันจักซื้อดีมั้ยหนอ? พร้อมๆกับมองไปยังไอโฟน 4, 4s, 5 ไม่ก็ 5s ที่อยู่ในมือขณะนี้

ส่วนของดีไซน์ด้านหน้าตัวเครื่อง 
ในฐานะที่ผมก็เป็นหนึ่งใน ผู้จงรักภักดี กับแบรนด์นี้มาพอสมควร ล่าสุดก็เพิ่ง ปลดปล่อยเจ้า 5s ไปจากอ้อมอก เพื่อฉกเจ้า 6 มาแทนที่
ขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ เล่าเล่าเก้าสิบประสบการณ์ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ เจ้า iPhone 6 สีทอง 64 GB มาเป็นระยะเวลานานเกือบสัปดาห์เต็มๆ (เหมือนนานมากเนอะ ฮ่าๆ) เพราะจักขอใช้ iPhone 5s คนรักเก่าของผม เป็นบรรทัดฐานในการเปรียบเทียบ เผื่อจะช่วยใครที่ยังลังเลอยู่ ตัดสินใจได้ว่าสรุปแล้ว ซื้อดีมั้ยว้า?!
- น้ำหนักมากไปป่ะ?
ตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลระบุมาว่า 6 จัก หนักกว่า 5s อยู่ 17 กรัม (129 กับ 112 ตามลำดับ) สร้างความคลางแคลงใจแก่สาวกอยู่ไม่น้อย จนหลายๆคน รวมถึงผมเองก็กังวลว่า เห้ย! แบบใหม่กว่า ทำไมไม่พัฒนาให้เบาลง น้ำหนักมากกว่าเดิมได้ไงฟระ?
ตัวเครื่องด้านขวา
ตัวเครื่องด้านซ้าย
ขณะได้ลองถือดูแล้วมัน ไม่ต่าง คือต้องบอกให้ทราบว่าเจ้า 6 นี่มันไม่ได้หนักอะไรเลย ขณะลองเทียบกับ 5s แล้ว คนทั่วไปนี่แยกไม่ออกแน่ๆว่า 17 กรัมที่ว่า มันแตกต่างกันยังไง?
สรุปง่ายๆตามความเข้าใจของผมเองนะครับ คือเจ้า 6 เนี่ยมันไม่หนักหรอก เจ้า 5s ต่างแม้ที่ออกมาครองโลกก่อน แต่ดันเบาเกิ๊น!
- ดีไซน์ตัวเครื่องใหญ่ไปมั้ย?
ข้อนี้ต้องเรียนตามตรงว่า สัมผัสแรก ณ ที่ร้าน ตอนหยิบขึ้นมานี่รู้สึกเลยว่า ใหญ่จังฟระ! แต่พอได้จับๆ ลูบๆคลำๆ จนขึ้นต้นชิน กลับรู้สึกว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่มือตัวเองรับไหว(ผมสูง 180 ซม. แต่ขนาดมือ ไม่ถือว่าใหญ่มาก ถ้าเทียบกับผู้ชายที่รูปร่างใกล้เคียงกัน)
ส่วน 6plus ที่วางอยู่ใกล้ๆกัน สัมผัสแรกที่หยิบขึ้นมา ผมนี่.. ถึงกับวางคืนที่เดิมเลยครับ!! ไอ้นี่แหละใหญ่เกินไปของแท้!
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s พร้อมกับ iPhone6 มาเปรียบเทียบหน้า
นำเครื่อง iPhone 4s iPhone 5s ด้วยกัน iPhone 6 มาเปรียบเทียบด้านข้าง
นำเครื่อง iPhone4s iPhone5s พร้อมทั้ง iPhone6 มาเปรียบเทียบด้านบน
ปุ่ม Home ที่เคยอยู่มุมขวาบน ถูกเปลี่ยนมาอยู่ด้านข้างขวาแทน ซึ่งตรงจุดนี้ผมมองว่าเจ๋งมาก เพราะถ้าผมใช้มือซ้ายจับเครื่อง ตำแหน่งมันจักอยู่ตรงนิ้วชี้(หรือว่านิ้วกลางก็ได้)พอดิบพอดี
แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้มือขวา นิ้วโป้งก็พร้อมจักกดได้พอดีเป๊ะเช่นกัน พร้อมทั้งอีกเหตุผลที่รับสั่งว่า ใหญ่ในระดับพอรับได้ก็คือ มันยังยัดใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหน้าได้ ชนิดที่ไม่โผล่หัวแหลมเกินออกมา ให้เสี่ยงหล่นหรือไม่ก็หายนั่นเองครับ
- หน้าจอเป็นไง?
ดีทีเดียวครับ! ขนาด 4.7 นิ้ว ของ 6 ให้ความรู้สึกการมองที่แตกต่างมากๆจากหน้าจอ 4 นิ้วของ 5s ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เวลาที่เราดูไฟล์วิดีโอใช่ไหมเล่นเกมต่างๆ มันเก็บภาพได้มากขึ้น
ทำให้เราไม่ต้องเพ่งมากหลาย จักสร้างแลนด์มาร์ค เหรอจักแชทไลน์ รู้สึกได้เลยว่า ฟิน มากขึ้นจริงๆๆครับ คอนเฟิร์ม!
ด้านหน้าตัวเครื่อง
ด้านความละเอียดหน้าจอที่มากขึ้นจาก 1136x640 พิกเซล เป็น 1334x750 พิกเซล พร้อมกับจอรุ่นเก่าจาก Retina display เป็น Retina HD display ประสิทธิภาพดีขึ้นชัดเจนครับ
ส่วนฟังก์ชั่น Reachability ที่เพิ่มเข้ามา ด้วยการแตะที่ปุ่มสแกนนิ้วสองครั้ง เพื่อเลื่อนหน้าจอลงมาให้กดง่ายขึ้น กรณีที่นิ้วแตะไม่ถึงไอคอนแถวบน ก็ช่วยได้เพียบ ใช้งานได้มีประสิทธิภาพดีเลยทีเดียว
- กล้องชัดมั้ย?
แม้ว่าจำนวนพิกเซลจักยังคงยืนหยัดอยู่ที่กล้องหลัง 8MP และกล้องหน้า 1.2 MP เท่ากัน แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือ New Sensor ระบบ Autofocus แบบ Focus Pixel ซึ่งช่วยในการเกลี่ยแสงของภาพให้ดีขึ้น แถมยังเพิ่มขนาดของรูรับแสง
ทำให้ภาพมีความสว่างมากขึ้น กับมี Noise น้อยลงในกล้องหน้าครับ เซลฟี่กันสนุกกว่าเดิมล่ะงานนี้!
ด้านหลังตัวเครื่อง
ส่วนวิดีโอ ก็มีโหมด Slo-mo แบบ 240 fps เพิ่มขึ้นมา เรียกบ้านๆก็คือ มันถ่ายสโลว์ได้ช้ากว่าเดิมอีก ส่วนโหมด Time-lapse ที่เหมาะสำหรับถ่ายวิดีโอในเวลานานๆ ก็น่าสนใจครับ ถือเป็นลูกเล่นใหม่ของ iOS8 ได้เลย
ลองมาดูตัวอย่างภาพถ่ายกันครับ
- การทำงานของเครื่องเป็นไง?
ด้วยชิป A8 ที่พัฒนาขึ้น ตรงจุดนี้ก็มีข้อแตกต่างที่ดีกว่า A7 อยู่ไม่น้อยครับ จากการทดลองเปิดแอพพลิเคชั่นต่างๆ แม้เครื่องจะทำงานหนัก แต่ก็ดูไหลลื่น ไม่กระตุกติดขัด ด้วยกันภาวะ แอพเด้ง ก็ไม่มีให้เห็นเลย
ยังรวมไปถึงการเรียกข้อมูลในเครื่อง, การประมวลผลรูปภาพในบราวเซอร์ขณะท่องเว็บไซต์ก็ให้ความรู้สึกลื่นไหล เรียกง่ายๆแบบบ้านๆก็คือ ดูมัน ฉลาดขึ้นกว่าเดิม นั่นเองครับ เป็นชั้นถามปุ๊บตอบปั๊บ ตอบสนองได้ทันที ไม่มีอิดออด แต่ถ้ากรณีสาบานณอินเตอร์เน็ทไม่ก็ไวไฟช้าเอง นั่นก็อีกเรื่องนึงนะจ๊ะ!
- แบตเตอรี่อึดขึ้นป่าว?
ถ้าตามข้อมูลที่แอปเปิ้ลแจ้งมา เขาบอกเล่าว่าจักอยู่ได้นานขึ้นกว่า 5s ราว 20% ซึ่งว่าตามตรงก็ถือว่าไม่มากนัก แต่ถ้าเทียบกับไลฟ์สไตล์ของผมกับเจ้ารุ่นเดิม ออกจากบ้านมาทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้า แบตเตอรี่เต็ม 100% เล่นแอพหรือไม่ก็โทรเข้าออกตามปกติ ก็อยู่ได้ยันเลิกงาน 5 โมงเย็นครับ เหระบือ 20-30%
แต่ด้วยว่าเจ้า 6 นี่ จากการทดลอง ด้วยลักษณะการใช้งานระยะเวลาพอๆกัน ตั้งแต่เช้าอยู่ได้จนถึงก่อนนอน 4-5 ทุ่มก็ยังไหวครับ 20-30% มีเหเอิกเกริกแน่ๆ พร้อมด้วยถ้าไม่แตะเลย ปลดเปลื้องทิ้งไว้ทั้งคืน ยันเช้าของวันรุ่งขึ้น แบตก็แทบไม่ลดเลย มากสุดก็แค่ 2-3% เท่านั้นที่หายไป
อย่างไรก็ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคนด้วยนะครับ ถ้าเล่นเกมที่ความละเอียดสูงมากๆ หรือไม่ก็ใช้งานติดต่อกันเป็นชั่วโมงๆ ไม่ทันถึงเลิกงาน แบตคุณก็หมดอยู่ดีแหละ!
สรุปว่าประสบการณ์ใหม่ของผมกับเจ้า iPhone6 ในระยะเวลาสัปดาห์แรก ถ้าจักถามว่า ใช้ 5s อยู่ สมควรเปลี่ยนใหม่มั้ย?
ในฐานะคนที่เคยใช้ 5s มาก่อนเหมือนกัน ผมประภาษได้เลยครับว่า..
ไม่ว่าจักใช้ 5s เหรอรุ่นไหนก็ตาม ถ้าจะซื้อ 6 มาใช้ รับรองไม่ผิดหวัง เหมาะกับทุกเพศทุกวัย ดีกว่าเดิมทุกอย่าง ถ้าจะมีจุดด้อยกว่าก็คงเป็นเรื่องเดียวคือ ความถนัดในการจับถือ นอกนั้นจุดเด่นของ 6 กลบ 5s มิดเลยครับ
ส่วน 6plus ขออนุญาตไม่พูดถึงนะครับ ก็เพราะว่ายังไม่มีประสบการณ์กินนอนอยู่ด้วยกัน แต่ถ้าจะจำกัดความสั้นๆก็น่าจักได้ว่าiPhone6plus ไม่น่าจักใช่ไอโฟนที่เหมาะเพื่อทุกคน
ก็อย่างที่ระบุตอนต้นล่ะครับ มันใหญ่เกินไปแน่ๆๆ