แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ samsung galaxy แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ samsung galaxy แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2557

เคาะสนนราคา GALAXY Note4 อย่างเป็นทางการแล้ว

เคาะราคา GALAXY Note4 อย่างเป็นทางการแล้ว
ในที่สุดราคาของ Samsung GALAXY Note4 เหตุด้วยประเทศไทยก็ได้ประกาศออกมาเป็นทางการแล้ว นั้นคือค่าของ 25,900 บาทไม่ใช่ 24,900 บาทอย่างที่หลายๆ เว็บไซต์ได้นำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้
เพราะด้วยค่า 24,900 บาท เป็นพ่างค่าที่ให้ซื้อหาได้ในงาน Thailand Mobile Expo 2014 เท่านั้น
หากใครต้องการได้ Samsung GALAXY Note4 ที่ค่าถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปราวๆ 1 พันบาทอาจไปจับจองเป็นเจ้าของได้ที่ในงาน Mobile Expo 2014 (เพื่อจำนวนเครื่องที่จะมีการเปิดขายนั้นไม่มีการระบุครับ)
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> http://thaizones-hitech.blogspot.com

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความเชื่อผิดๆ จอ Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม

ความเชื่อผิดๆ ที่ใช้สมาร์ทโฟน-แท็บเล็ต แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม
เชื่อได้เลยละครับว่าสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตสุดรักสุดหวงของเพื่อนๆ แต่ละคนก็ต่างมีราคาสูงๆทั้งนั้น ซึ่งสมาร์มโฟนและแท็บเล็ตราคาสูง(หรือไม่สูงหลายๆรุ่น)ก็มาพร้อมกระจกที่ครอบจอแสดงผลที่เค้าเคลมมาว่ากันรอยได้ และสุดทนทานอย่าง Gorilla Glass จึงทำให้หลายๆคนมั่นใจมากจนเลือกที่จะไม่ติดฟิลม์กันรอย แต่ก็ต้องพบกับรอยขนแมวหรือรอยขีดข่วนที่เกิดขึ้นมาแบบไม่ทันตั้งตัวซะอย่างงั้น แล้วรอยเหล่านั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไรบ้างละ? วันนี้ Notebookspec มีคำตอบครับ
Gorilla Glass แล้วไม่จำเป็นต้องติดฟิล์ม?
เพื่อนหลายๆท่านคงเคยผ่านตาหรือทดลองด้วยตัวเองกันมาบ้างแล้วว่า กระจกหน้าจอเป็น Gorilla Glass ที่ไม่ใส่ฟิลม์กันรอยเลย แล้วนำคัตเตอร์ หรือมีดสุดคมรวมไปถึงกุญแจรถต่างๆมาขูดขีดบนหน้าจอสมาร์ทโฟน Gorilla Glass ผลที่ออกมาคือเจ้าหน้าจอไม่เป็นอะไรเลย แต่สิ่งที่เพื่อนๆ หลายคนอาจจะเคยเจอก็คือเมื่อเผลอทำสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตตกลงไปในกองดินกองทรายแล้วก็หยิบขึ้นมาปัดฝุ่นด้วยผ้าหรือชายเสื้อก็ตามแต่ ผลที่ออกมาคือหน้าจอรอยขนแมวเพี๊ยบ!!!
แล้วมันเพราะอะไรกันละถึงทำให้ Gorilla Glass ที่แข็งแกร่งดั่งชัชช่าเป็นรอยไปได้??? นั่นก็เพราะเจ้ากระจก Gorilla Glass นั้นมีความแข็งแกร่งอยู่ที่ประมาณ 6.8 ตามสเกลของโมห์ ดังนั้นถ้ามีอะไรที่มีระดับความแข็งแกร่งมากกว่า 6.8 ขึ้นไปมาขูดขีดนั้นก็เกิดรอยได้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่นแร่ควอตซ์ , โทปาส , รันดัม หรือเพชร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแร่ควอตซ์ ที่เป็นแร่ที่พบมากที่สุดในโลกเป็นอันดับที่สองรองจาก เฟลด์สปาร์ ที่มีความแข็งอยู่ในระดับ 7 ซึ่งแข็งกว่า Gorilla Glass ที่แน่นอนว่าเจ้าควอตซ์ก็พบได้ในฝุ่นละอองที่มีอยู่ในอากาศ และอยู่ในทรายทำให้หน้าจอ Gorilla Glass เป็นรอยได้นั่นเอง ละครับ
Gorilla Glass ตกแล้วจอแตก?
ส่วนในเรื่องของสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ตกจากที่สูงหรือโดนของแข็งกระแทกแรงๆแล้วกระจกหน้าจอแตก หรือเป็นรอย นั้นก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะขนาดหน้าปัดนาฬิกาที่เป็น Sapphire สังเคราะห์ (ความแข็งอยู่ที่ ระดับ 9 ตามสเกลของโมห์) โดนกดหรือโดนกรีดก็ยังเป็นรอยได้ ส่วนเพชรตกยังแตกได้เช่นกัน ซึ่งอธิบายได้ดังนี้คือ Gorilla Glass กันรอยขีดขวนได้ก็จริง แต่มันไม่ได้กันแรงกดกระแทก หรือให้เข้าใจง่ายๆคือ แข็งแต่ไม่เหนียว นั่นเอง
อย่างไรก็ดีตัวกระจก Gorilla Glass ทั้งเวอร์ชั่นที่ 1 , 2 หรือ 3 นั้นก็มีความแตกต่างกันอยู่พอสมควรทีเดียวละครับซึ่งแน่นอนว่า Gorilla Glass 3 ก็จะมีความแข็งแรงมากที่สุดในตระกูลกระจกชนิดนี้ ณ ในช่วงเวลาปัจจุบัน เรียกได้ว่าพัฒนาแตกต่างไปถึงระดับโมเลกุลเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้จะมีความแข็งแรงแค่ไหนก็ยังพอจะมีจุดอ่อนอยู่เช่นกันละครับ
ดังนั้นผู้เขียนขอแนะนำเลยครับถ้าเพื่อนๆใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็บที่ใช้ Gorilla Glass หรือกระจกชนิดอื่นๆ ก็ควรที่จะติดฟิล์มกันรอยไว้ด้วยนะครับ เพราะเรื่องหน้าจอเป็นรอยนั้นเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อย โดยเฉพาะเมื่อเราเผลอครับผม ส่วนในเรื่องของรูปแบบฟิลม์กันรอยที่จะติดก็เลือกได้ตามลักษณะความชอบและความต้องการผู้ใช้ได้เลยนะครับไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มใส ฟิล์มด้าน ฟิล์มกันกระแทก ฟิล์มกรองแสงสีผ้า ฟิม์ลกันรอยนิ้วมือ หรือฟิล์มชนิดอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งอย่างไรก็ดีเลือกให้เหมาะสมกับตัวเองโดยที่ราคาไม่สูงเกินไปจะดีที่สุดนะครับผม สวัสดีครับ
ข้อมูลจาก : wikipedia , phonecruncher , Whatphone
ขอบคุณเนื้อหา และภาพประกอบ
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> www.hitech.sanook.com

วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?

เช็คอย่างไรว่า Gmail ที่ใช้อยู่ ไม่ถูกแฮค ?
          หลังจากที่มีการค้นพบช่องโหว่ร้ายแรง ที่มีชื่อว่า Heartbleed ซึ่ง สามารถเข้าถึงรหัสผ่านตัวของผู้ใช้ออนไลน์ทั่วโลกได้ ผ่านทางเทคโนโลยี OpenSSL ทำให้หลายๆ เว็บไซต์ดัง ต่างตื่นตัวที่จะป้องกัน ช่องโหว่ ดังกล่าว ซึ่งทาง กูเกิล เอง ก็ได้ปรับปรุงระบบความปลอดภัยแบบใหม่ พร้อมกับยืนยันว่า ปลอดภัยจาก Heartbleed และบรรดาแฮกเกอร์อย่างแน่นอน แต่เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า บริการจาก กูเกิล ที่เราใช้อยู่ อย่างเช่น Gmail ไม่ถูกแฮค วันนี้ กูเกิล เค้ามีคำตอบครับ
          โดยทางกูเกิลเผยว่า ถ้าหากมีการตรวจพบว่า มีบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตพยายามเข้าถึงบัญชีของผู้ใช้ บุคคลดังกล่าวจะต้องตอบคำถามเสียก่อน จึงจะสามารถลงชื่อเข้าใช้งานได้ โดยคำถามนี้จะให้ผู้ใช้ยืนยันข้อมูลประจำตัวก่อนที่จะสามารถลงชื่อเข้าใช้ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อป้องกันการเข้าถึงบัญชีที่ไม่พึงประสงค์ ถึงแม้บุคคลนั้นจะมีชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านก็ตาม
          และเมื่อตรวจพบการลงชื่อเข้าใช้ที่น่าสงสัย ทาง กูเกิล จะส่งคำถามไปยังผู้ใช้ เช่น ส่งข้อความ SMS ที่มีรหัสยืนยันไปยังโทรศัพท์ของผู้ใช้ และให้ผู้ใช้ป้อนรหัสนี้ก่อน จากนั้น กูเกิลจะให้สิทธิ์เข้าถึงบัญชี ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตจะสามารถเข้าถึงบัญชีได้อย่าง มากทีเดียว
          เพียงแค่นี้ เราก็สามารถมั่นใจได้แล้วครับว่า Gmail ของเรา ไม่ถูกแฮคอย่างแน่นอน แต่ทางที่ดี อย่าตั้งรหัสผ่านที่สามารถเดาได้ง่าย หรือบอกรหัสผ่านให้กับผู้อื่น จะดีที่สุดครับ
รายละเอียดเพิ่มเติม : bgr.com
สนับสนุนเนื้อหา: www.techmoblog.com
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> hitech.sanook.com

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

แนะฉลาดใช้ “สมาร์ทโฟน“ ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

แนะฉลาดใช้ สมาร์ทโฟน ไม่เปลืองเงิน-ลดเสี่ยงภัยไซเบอร์

          ปัจจุบันกลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ของผู้คนในสังคม ยิ่งเมื่อเทคโนโลยีพัฒนาให้มือถือธรรมดาฉลาดขึ้น กลายเป็น สมาร์ทโฟน ความสามารถของอุปกรณ์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่รับสาย-โทร.เข้าโทร.ออก แต่เป็นช่องทางเข้าถึงอินเทอร์เน็ตโซเชียลเน็ตเวิร์ก แม้แต่เป็นธนาคารเคลื่อนที่ ขณะที่ฝั่งผู้ให้บริการอย่างค่ายมือถือต่าง ๆ ก็สรรหาบริการใหม่ ๆ มากระตุ้นความต้องการใช้งานของผู้บริโภคด้วยเงื่อนไขที่ซับซ้อนมากขึ้น
ผู้บริโภคยุคนี้จึงจำเป็นต้องรู้เท่าทัน ทั้งความฉลาดของอุปกรณ์ และสารพัดเงื่อนไขของโอเปอเรเตอร์
          สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) และสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคสากล (Consumer International) จัดเสวนาในหัวข้อ การคุ้มครองผู้บริโภคในยุคดิจิทัล ขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้
          อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ นักวิชาการจาก Siam Intelligence Units กล่าวว่า ในอดีตบริการเสริมของโทรศัพท์มือถือคือการส่ง SMS, MMS, การดาวน์โหลดริงโทน และคอนเทนต์ต่าง ๆ แต่เมื่อโมบายอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้น ทำให้ผู้บริโภคสามารถใช้บริการกลุ่มนี้ได้ฟรี ๆ บรรดาโอเปอเรเตอร์จึงต้องหาลูกเล่นใหม่ ๆ มาทดแทน อาทิ การออกแพ็กเกจดาต้าแบบ Unlimited ที่มาพร้อม Limited Speed เช่น ให้บริการดาต้าที่ความเร็วสูงสุด 3 GB ถ้าใช้เกินเงื่อนไข (Fair Usage Policy) ความเร็วจะลดลงเหลือ 128 Kbps
          ส่วนบรรดาแพ็กเกจการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต่าง ๆ ในราคา 15 บาทต่อวัน ถ้าอ่านเงื่อนไขการให้บริการแบบละเอียดจะพบว่า ราคานี้ต้องใช้งานผ่าน url คือ www.facebook.com เท่านั้น ถ้าไปใช้เฟซบุ๊กผ่านแอปพลิเคชั่นต้องจ่ายค่าบริการอินเทอร์เน็ตคิดเป็นนาทีด้วย หรือแพ็กเกจให้เล่นเกม Cookie Run ฟรีโดยไม่ต้องสมัครแพ็กเกจอินเทอร์เน็ต แต่มีเงื่อนไขว่าบริการฟรีนี้ไม่รวมการส่ง Notification ต่าง ๆ ที่ผ่านแอปพลิเคชั่นนี้ ฉะนั้น ถ้าผู้เล่นส่ง Notification ให้เพื่อนจะโดนคิดค่าบริการเป็นนาทีทันที
ขณะที่การซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น หนังสือ โดยใช้บัตรเครดิตจ่ายเงินผ่านแอปพลิเคชั่นก็มีความเสี่ยงที่จะโดนแฮกข้อมูล รวมไปถึงความปลอดภัยในการส่งข้อความผ่านแอปต่าง ๆ
          ด้าน ชยุตม์ สิงห์ธงธำรงกุล ผู้เชี่ยวชาญจาก ACIS Professional Center กล่าวว่าโมบายแพลตฟอร์มเป็นที่นิยมมากขึ้น บรรดาอาชญากรจึงพัฒนามัลแวร์ขึ้นมาโจมตี ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระบบอย่างภัยไซเบอร์รูปแบบใหม่ คือ Euro Grabber ที่แฮกเกอร์ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือขโมยข้อมูลและรหัสผ่านของผู้บริโภคแล้วนำไปขโมยเงินในบัญชีของธนาคารในยุโรปช่วงก่อนนี้ ซึ่งทางธนาคารไม่ยอมชดใช้ความเสียหายให้ และโยนว่าเป็นความผิดของผู้บริโภคเองที่ใช้แพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ ทั้งการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ จาก Play Store มาใช้งาน
          กูเกิลไม่ได้สกรีนการออกแพลตฟอร์มต่าง ๆ จนมีการส่งแอปปลอมเข้าไปใน Play Store ทำให้แฮกเกอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลทางการเงินของคนที่โหลดแอปปลอมไปใช้ได้ รวมถึงการดักจับ SMS ที่ทางธนาคารจะส่งรหัส OTP (One Time Password) ไปให้เจ้าของบัญชี เป็นการเจาะผ่านระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 2 ชั้นของธนาคารไปได้ และแม้ใน App Store ก็มีการฟิชชิ่ง Apple ID ด้วย
          ในโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ก็มีกรณีนี้เหมือนกัน นักพัฒนา Line เองก็รู้ถึงปัญหานี้และพยายามปิดช่องโหว่มาตลอด เช่นเดียวกับการใช้ Free Wi-Fi ก็มีความเสี่ยง บรรดาอีเมล์หรือการจ่ายเงินออนไลน์พวกแฮกเกอร์ก็สามารถเข้าไปเจาะข้อมูลได้หมด ติดตามผู้บริโภคได้ทั่วโลกโดยที่ผู้บริโภคไม่รู้ตัว
          วิธีป้องกันตัวของผู้บริโภคคือ ต้องสร้างพาสเวิร์ดที่รัดกุม ไม่ใช้พวกวันเดือนปีเกิด ตัวเลขเรียง ๆ กัน และหมั่นเปลี่ยนรหัสบ่อย ๆ ที่สำคัญคือต้องปิดฟีเจอร์เชื่อมต่ออัตโนมัติ เพื่อไม่ให้สมาร์ทโฟนเชื่อมต่อกับ Wi-Fi ที่ไม่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือแน่ใจว่าเป็น AccessPoint ที่ปลอดภัย เพราะปัจจุบันแฮกเกอร์ได้มีการสร้าง AccessPointปลอมเพื่อคอยดักข้อมูลของผู้ที่ใช้ Wi-Fi ในที่สาธารณะด้วย
และแม้ว่าภัยจากการใช้โทรศัพท์มือถือจะซับซ้อนขึ้นตามความสมาร์ทของโทรศัพท์แล้ว แต่ปัญหาดั้งเดิมสุดคลาสสิกก็ยังคงอยู่
ประชาชาติธุรกิจ ค้นข้อมูลจากกลุ่มงานรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กสทช. พบว่าในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2557 นี้ มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาถึง 281 เรื่อง แยกเป็นปัญหามาตรฐานการให้บริการ อาทิ อินเทอร์เน็ตช้าเกินไป สายหลุด 108 เรื่อง การคิดค่าบริการผิดพลาด 53 เรื่อง ปัญหาการยกเลิกบริการ 45 เรื่อง ปัญหาจากบริการเสริม 24 เรื่อง ที่เหลือเป็นประเด็นอื่น ๆ อาทิ การให้ข้อมูลไม่ถูกต้อง การกำหนดระยะเวลาใช้บริการ ฯลฯ
          ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า เกือบทุกปัญหาไม่ว่าจะเป็นบิลช็อก ค่าโทร.เกิน หรือข้อความกวนใจ ล้วนมีสาเหตุหลักมาจากการที่ผู้บริโภคได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับวงเงินค่าใช้บริการ คิดว่าถ้าใช้เกินแล้วค่ายมือถือจะตัดบริการให้เอง รวมถึงความไม่รู้วิธีการเปิด-ปิดการใช้งานบนอุปกรณ์
          อย่างกรณีปัญหาบิลช็อกจากการนำโทรศัพท์ไปใช้งานในต่างประเทศ กสทช.ได้เปิดแคมเปญ ปิดเน็ตก่อนไปนอก ให้ผู้บริโภค กด *106# แล้วโทร.ออก เพื่อปิดการใช้งานอินเทอร์เน็ตในต่างประเทศ และได้พยายามกำชับผู้ประกอบการให้ความรู้แก่ผู้บริโภค
          เมื่อ มี.ค. กสทช.ได้คุยกับค่ายมือถือขอให้จำกัดวงเงินค่าบริการโรมมิ่ง แต่ทางเอไอเอสกับดีแทคแจ้งว่าทำไม่ได้ เพราะต้องเปลี่ยนโปรโตคอลในระบบซึ่งมีต้นทุนสูง ขณะที่ทรูได้รับประเด็นนี้ไปพิจารณา
          ส่วนปัญหาการสมัครบริการเสริมโดยไม่ตั้งใจหรือถูกเก็บเงินจาก SMS ขยะทั้งหลาย กสทช.เพิ่งร่วมกับโอเปอเรเตอร์เปิดบริการ กด *137 ยกเลิก SMS กวนใจ รวมถึงกำลังศึกษาปัญหาด้านคุณภาพบริการอื่น ๆ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมประกาศ กสทช.เรื่องมาตรฐานและคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทเสียง ขณะเดียวกัน ยังติดตามเรื่องการคิดค่าบริการสูงเกินกว่านาทีละ 99 สตางค์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ด้วย
          ด้าน สารี อ๋องสมหวัง ประธานคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านโทรคมนาคม กล่าวว่า ผู้บริโภคกำลังเผชิญกับความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่มีประสิทธิภาพ การรับเรื่องร้องเรียนที่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้บริโภคเองไม่มีความรู้ด้านสิทธิ์ ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้ประกอบการก็เลือกที่จะฟ้องศาลเพื่อเพิกถอนประกาศของ กสทช.มากกว่าจะปฏิบัติตาม
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>> thaizones-hitech.blogspot.com

วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย Selfie

ให้ตายสิ!! ทุ่มศัลยกรรมแปลงโฉม ถ่าย 

          วันนี้ทีมงาน Sanook! Hitech มีข่าวเกี่ยวกับ การถ่ายภาพ Selfie หรือการถ่ายรูปตัวเราเองด้วยตัวเอง ซึ่งตอนนั้นเป็นกระแสที่เกิดขึ้นแทบทุกมุมโลกเลยนะครับ สำหรับข่าวที่จะมานำเสนอเป็นข่าวที่เกี่ยวกับหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อว่า  Triana Lavey ซึ่งเธออยากให้รูปลักษณ์ของเธอออกมาดูดียามเมื่อถ่าย Selfie ถึงขึ้นลงทุนเงินเพื่อทำศัลยกรรมให้ออกมาสวยเพอร์เฟคอย่างที่เธอต้องการกันเลยทีเดียว
          การถ่ายภาพตัวเองด้วยตัวเอง หรือเรียกสั้นๆว่า Selfie นั้นมันดุเหมือนเป็นพฤติกรรมที่ไร้สาระ แต่เชื่อไหมว่าวันๆหนึ่งมีภาพ Selfie ที่ถูกอัพลงบนสังคมออนไลน์เป็นล้านภาพทั่วโลก Triana Lavey นักการจัดการที่มีพรสวรรค์ ทำงานอยู่ในบริษัทประชาสัมพันธ์ใน Los Angeles กล่าวว่า การถ่ายภาพ Selfies นั้นมีข้อดีในการที่เราจะเห็น ใบหน้า ของตัวเองที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน
          Lavey เชื่ออย่างยิ่งว่าการที่เขายอมจ่ายเงินกว่า $15,000 ในการทำศัลยกรรมพลาสติกนั้น จะทำให้ภาพ Selfie ของเขาสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งใบหน้าที่เธอปราถนาก็คือ ใบหน้าที่เหมือนถูกตกแต่งด้วย Photoshop ในชีวิตจริง ที่เธอไม่เคยมี
          กรณีของเธอถูกบันทึกไว้บน ABC\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\\'s Nightline เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งเกี่ยวกับแนวโน้มที่ ผู้ชาย และ ผู้หญิง ทั่วโลกที่พร้อมจะทำศัลยกรรมพลาสติก เพื่อให้เขาสามารถถ่ายรูปตัวเองออกมาให้ดูดีที่สุด
          การทำศัลยกรรมพลาสติก ควรเป็นสิ่งสุดท้ายที่จะทำ หลังจากที่คุณพยายามควบคุมอาหารการกิน และการออกกำลังกายแล้ว คุณถึงพร้อมที่จะผ่าตัด Lavey กล่าวก่อนที่จะรับการผ่าตัดใบหน้าของเธอ
          ข้อมูลการทำศัลยกรรมส่วนหนึ่งให้กับ Lavey คือการเสริมคาง จมูก และตัดไขมันบางส่วนบนใบหน้าเพื่อเพิ่มความคมชัดให้กับแก้มของเธอ ซึ่งตอนแรกนั้นเธอแค่ต้องการเสริมคางเท่านั้น แต่แล้วเธอก็ทำอย่างอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อให้ใบหน้าเธอออกมาดูดีตามที่เธอต้องการ
          ซึ่งเมื่อศัลยกรรมเสร็จแล้ว Lavey ก็มีความสุขกับผลลัพธ์ที่ได้ เธอมีความสุขกับใบหน้าใหม่ของเธอมากๆ และในภายหลังเธอยังทำ Botox อย่างสม่ำเสมออีกด้วย
          Lavey กล่าวว่า ในความจริงแล้วมีหลายแอพพลิเคชันที่ช่วยลบข้อบกพร่องต่างๆในภาพของคุณเองเพื่อให้ภาพของคุณดูดีที่สุด เพื่อต้องการให้ผู้อื่นสนใจ และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับเรา ทำให้เรามีความคาดหวังที่อยากจะมีรูปลักษณ์ที่ดีมากขึ้น อย่างไรก็ตามเธอก็ค่อยไม่มั่นใจว่าใบหน้าใหม่ของเธอจะทำให้ภาพ Selfie ของเธออกมาดูดีเท่ากับภาพี่ผ่านการแต่งจากแอพพลิเคชันต่างๆ
          ตอนนี้ฉัมมีใบหน้าที่ฉันเคยคิดว่าฉันมี เธอกล่าวอย่างมีความสุข ฉันดูเหมือนตัวฉันเอง ไม่ไช่เหมือนสิ่งที่อยู่ในPhotoshop เกิดมาสวยก็ยังต้องได้รับความช่วยเหลือเล็กน้อยจาก ... เพื่อให้คุณดูดีมากขึ้น

ที่มา : news.softpedia
ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเทคโนโลยีรอบโลกได้ที่นี่ >>>thaizones-hitech.blogspot.com

วันอาทิตย์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2557

ครึ่งเดือนออนแอร์ทีวีดิจิตอล ไทยเฉย...ไร้ความรู้สึก

ครึ่งเดือนออนแอร์ทีวีดิจิตอล ไทยเฉย...ไร้ความรู้สึก กสทช.-ผู้ประกอบการบ้อท่า

          เมื่อ วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา คงมีคนไทยหลายคนตื่นเต้นกับปรากฏการณ์การเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอล ที่จะทำให้มีช่องโทรทัศน์ฟรีทีวีของไทยเพิ่มจาก 6 ช่อง เป็น 27 ช่องในช่วงแรก เพราะนอกจากจำนวนช่องจะเพิ่มแล้ว ในส่วนของภาพและเสียงก็ยังมีความชัดเจนขึ้น เพราะในจำนวนนี้มีไม่น้อยกว่า 4 ช่องที่ออกอากาศในระบบความคมชัดสูง (เอชดี) แม้ว่าช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 1-24 เมษายนนี้ จะเป็นการทดลองออกอากาศ แต่ก็เป็นการทดลองออกอากาศเช่นเดียวกับการออกอากาศจริงทุกประการ
          แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ากลุ่มคนที่ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นเพราะ จากการสังเกตในเวทีเสวนาของกลุ่มผู้บริโภคในหลายเวที ได้สะท้อนให้เห็นว่า แม้คนไทยจะรับรู้แล้วว่าทีวีดิจิตอล คืออะไร แต่แทบทั้งหมดยังไม่ทราบว่าสามารถรับชมทีวีดิจิตอลได้อย่างไรประกอบกับแรงจูงใจให้คนไทยขวนขวายซื้อกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล หรือซื้อโทรทัศน์เครื่องใหม่ เพื่อมารับชมทีวีดิจิตอลโดยตรงก็ยังคงมีน้อย เพราะรายการที่นำเสนอไม่มีความแตกต่างจากทีวีดาวเทียมมากนัก หรือละครเด็ดๆ อย่าง สามีตีตรา ก็ยังคงมีให้ชมอยู่บนทีวีในระบบอะนาล็อก และหากคนไทยไม่ให้ความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอลโดยสมบูรณ์ แบบ ปัญหาที่ตามมาคือ ยิ่งเปลี่ยนผ่านช้า รายการดีๆ เด่นๆ บนทีวีดิจิตอล ก็อาจจะลดน้อยลง มีการนำรายการด้อยคุณภาพมาออกอากาศ เพราะในมุมของผู้ประกอบการอาจมองว่าได้ไม่คุ้มเสียกับรายได้ที่จะกลับเข้ามา เพราะสำหรับประเทศไทยนั้น ทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีแผนจะนำคลื่นความถี่ย่าน ยูเอชเอฟ ที่ใช้ในการออกอากาศทีวีอะนาล็อกในปัจจุบัน มาใช้สำหรับวิทยุดิจิตอลที่มีกว่า 4,000 ราย ก็อาจจะล่าช้าตามไปด้วย
          จากข้อมูลการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอลในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาพบว่า ต้องใช้เวลาเปลี่ยนผ่าน นับจากเริ่มต้นออกอากาศทีวีดิจิตอล ไปจนถึงเวลาที่ยุติการออกอากาศทีวีอะนาล็อกใช้เวลานานถึง 13 ปี ขณะที่สหราชอาณาจักรก็ใช้เวลาถึง 10 ปีเช่นกัน โดยในช่วง 1-2 ปี แรกที่มีการเปลี่ยนผ่านของสหราชอาณาจักรนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะถึงขั้นต้องล้มแผนเปลี่ยนผ่านเดิม และตั้งหน่วยงานการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอลขึ้นมาโดยเฉพาะส่วนประเทศไทย กสทช. ได้กำหนดแผนการยุติการออกอากาศทีวีอะนาล็อกไว้คร่าวๆ คือ 4-5 ปี แต่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานกรรมการ กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) มั่นใจว่าการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิตอลจะเร็วกว่าที่หลายฝ่ายคาด คืออาจใช้เวลาเพียงแค่ 2-3 ปีเท่านั้น นับว่าสวนทางกับการรับรู้ของประชาชนที่จะเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหลักในการเปลี่ยนผ่าน!!
          จากรายงาน ผลการศึกษาเรื่องทีวีดิจิตอล ของ นายพรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า จากผลการสำรวจของโพลต่างๆ พบว่าประชาชนส่วนมากยังไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนผ่าน และสับสนถึงวิธีการรับสัญญาณทีวีดิจิตอล ทั้งที่การประชาสัมพันธ์เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้รับชมนั้น ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านของหลายประเทศ แม้ว่า ทาง กสทช. มีการจัดช่องทางประชาสัมพันธ์อยู่บ้าง แต่ปัญหาก็คือ กสทช. ยังไม่มีแผนประชาสัมพันธ์และขั้นตอนที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม และการประชาสัมพันธ์ที่ผ่านมายังไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เท่าที่ควรดังนั้น กสทช. ควรจัดทำแผนประชาสัมพันธ์และขั้นตอนที่ชัดเจน ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาในการเปลี่ยนผ่าน เร่งประชาสัมพันธ์ประเด็นที่สำคัญโดยเฉพาะเรื่อง การแจกคูปอง การครอบคลุมของสัญญาณที่จะมีการขยายในแต่ละช่วง เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงโรดแม็ปทีวีดิจิตอล โดยเฉพาะช่วงเวลายุติการออกอากาศในระบบอะนาล็อกโดยในเรื่องนี้ ทาง น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. และกรรมการ กสท. ด้านคุ้มครองผู้บริโภค ก็ยอมรับว่า การประชาสัมพันธ์การรับรู้เรื่องทีวีดิจิตอลให้แก่ประชาชนช้าเกินไปจริง แต่นั่นเป็นเพราะว่า กสทช. ต้องการให้มั่นใจว่า ต้องมีทีวีดิจิตอลที่พร้อมให้บริการแก่ประชาชนแล้วจริงๆ จึงจะถึงเวลาที่เหมาะสมที่จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบซึ่งในเรื่องนี้ทาง กสทช. จะร่วมมือกับผู้ประกอบการช่องรายการทีวีดิจิตอล ทั้ง 24 ช่องรายการ จะออกสื่อประชาสัมพันธ์ตามช่องทางต่างๆ อาทิ โทรทัศน์ช่องฟรีทีวี วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ โดย กสทช. จะเป็นเจ้าภาพในการผลิตสื่อให้
          ด้านฝั่งผู้ประกอบการอย่าง นายสุภาพ คลี่ขจาย ประธานชมรมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล และผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ ทีเอชวี บริษัท ไทยทีวี จำกัด หรือทีวีพูล กล่าวว่า การประชาสัมพันธ์การรับรู้เรื่องทีวีดิจิตอลในไทย ถือว่าล้มเหลว เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่เกิดบรรยากาศแห่งการตื่นรู้ในการรับชมทีวีดิจิตอลเลย ซึ่งแตกต่างจากต่างประเทศ ที่ประชาชนจะเฝ้าจับตาดูตั้งแต่วินาทีแรกที่ออกอากาศทีวีดิจิตอล
          นอกจากนี้ ยังพบว่าการประชาสัมพันธ์การรับรู้หมายเลขช่องรายการทีวีดิจิตอลของไทย ซึ่งตามกรอบกติกาที่ กสทช. กำหนดไว้นั้นก็ทำได้ยาก เช่น หากจะดูช่องทีเอชวี บนโครงข่ายการรับชมทีวีดิจิตอลปกติ ผ่านกล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล หรือโทรทัศน์ที่รับสัญญาณทีวีดิจิตอลได้โดยตรง จะอยู่ที่หมายเลข 17 แต่หากรับชมผ่านทางทีวีดาวเทียม หรือเคเบิลทีวี จะอยู่บนหมายเลข 27 และหากรับชมผ่านโครงข่ายทีวีดาวเทียมของพีเอสไอ สามารถรับชมได้ที่ช่องหมายเลข 7 เป็นต้น
          อย่างไรก็ตาม การออกอากาศทีวีดิจิตอลเมื่อ วันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็ยังนับว่าไม่ได้สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ที่ เปลี่ยนมารับชมทีวีดิจิตอลเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถก่อให้เกิดเป็นกระแสชวนกันมารับชมทีวีดิจิตอลแบบปากต่อปาก ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะยังมีผู้ชมจำนวนน้อย เพราะมีพื้นที่แพร่ภาพที่จำกัด เพียงแค่ 4 จังหวัดเท่านั้น ซึ่งก็คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ นครราชสีมา และสงขลาจึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการช่องรายการต่างๆ ไม่อยากนำละครดีๆ ภาพยนตร์เด็ดๆ มาออกอากาศ เพราะเกรงจะเสียของเนื่องจากคนดูได้น้อยแต่เชื่อว่า ในอนาคตหากคนเริ่มแห่กันมาดูทีวีดิจิตอลมากขึ้น ช่องรายการต่างๆ จะต้องเอารายการดีๆ เด็ดๆ มาฉายเต็มที่เพื่อเรียกเรตติ้งแน่นอน เพราะต้องแย่งเม็ดเงินโฆษณาที่มีอยู่เพียงแค่ 7 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีผู้แบ่งเค้กมากกว่า 24 ราย นางพรพรรณ เตชรุ่งชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เจ้าของช่องรายการหมายเลข 27 บนทีวีดิจิตอล หรือ ช่อง 8 กล่าวว่า สาเหตุที่คนไทยไม่ตื่นเต้นกับการเปลี่ยนผ่านไปสู่ทีวีดิจิตอลเท่าใดนัก เป็นเพราะว่าวันนี้คนไทยกว่าครึ่งรับชมทีวีดาวเทียมที่มีช่องให้รับชมกว่า 100 ช่องอยู่แล้ว
          ฉะนั้น การที่มีช่องรายการบนฟรีทีวีเพิ่มจาก 6 ช่อง ไปเป็น 24 ช่อง หรือเพิ่มเป็น 48 ช่อง ในอนาคต จึงไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าใดนัก โดยมองว่าปัจจัยหลักที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่ได้ผลที่สุดคือ การกำหนดมูลค่าคูปอง วิธีแจกคูปอง และส่งมอบคูปองให้ประชาชนใช้ซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิตอล เพราะเชื่อว่าจะเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการกระตุ้นความต้องการรับชมทีวี ดิจิตอลให้แก่ภาคประชาชน รวมทั้งต้องให้ กสทช. กำหนดวันยุติการออกอากาศทีวีอะนาล็อกให้ชัดเจน เพื่อเป็นตัวเร่งให้มีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน
          จากปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จึงเป็นทั้งคำถามและคำตอบได้อย่างดีว่า วันนี้ประเทศไทยมีการประชาสัมพันธ์ หรือสร้างบรรยากาศให้เกิดการตื่นตัวในการรับชมทีวีดิจิตอลแล้วหรือยังและคงตอบคำถามได้ชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านจากทีวีอะนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิตอลในครั้งนี้ประสบความสำเร็จหรือไม่!!!

ที่มา นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ วันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2557